วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สนุก สุขใจ สืบสานวัฒนธรรมไทย ในวันออกพรรษา

ทำบุญ ไหว้พระ เที่ยวงานวัด สนุก สุขใจ สืบสานวัฒนธรรมไทย ในวันออกพรรษา ตั้งแต่จำความได้ เมื่อถึงวันพระ ยายจะปลุกเราและน้องตั้งแต่เช้า จัดแจงอาบน้ำ ใส่เสื้อผ้าที่สวยที่สุด และสวมสร้อยทองที่ยายเก็บไว้ให้เฉพาะสำหรับไปวัดเท่านั้น ยายบอกว่าอยู่บนศาลาต้องสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่ด้วยประสาเด็ก จึงมิวายจะเล่นกันเสียงดัง พอถูกดุ ถูกตี ก็เงียบได้ไม่กี่นาทีเดี๋ยวก็ซุกซนเหมือนเดิม ไม่มีเข็ดหลาบ ช่วงเวลาแห่งความสุขของเราคือขณะพระสงฆ์ฉันภัตตาหาร เราจะลงจากศาลามาเก็บดอกแก้ว ลูกจันทน์ ไปเล่นตามประสาเด็ก เรียกว่าสนุกสุด ๆ
พฤติกรรมนี้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ส่งต่อมายังรุ่นลูก รุ่นหลาน ลูกชายคนเล็กจะร้องไห้กระจองอแง ถ้าเราไม่พาไปวัดในวันพระ การไปทำบุญตักบาตรในวันพระจึงกลายเป็นกิจวัตรของครอบครัวเรา และอีกหลาย ๆ ครอบครัว ที่ได้มาพบปะกันบนวัด เฉกเช่นเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันออกพรรษา ณ วัดสะกัดน้ำมัน ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นเสมือนวันนัดพบของคนในหมู่บ้าน ทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง หลาน เหลน แม้แต่เด็กที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่เดือนก็ถูกผู้เป็นพ่อเป็นแม่อุ้มมา ใครที่ไปเรียน ไปทำงาน ไกลบ้าน ก็ได้มาพบหน้า ถามไถ่ ทุกข์สุขกันบนวัดนี่เอง บางคนจากบ้านไปนาน ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาก็ถูกซักไซ้ไล่เลียงว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร บนวัดจึงเต็มไปด้วยเสียงอันอื้ออึง แต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น กระทั่งเสียงระฆังดัง ทุกคนจึงสงบเสงี่ยม เรียบร้อย พนมมือเตรียมไหว้พระสงฆ์ที่เดินจากกุฏิขึ้นมาบนศาลา
เนื่องด้วยเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่าวันบุญใหญ่ วันนี้จึงมีกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งการทำบุญผ้าป่า ที่ลูกหลานสนุกสนานกับการนำธนบัตรเสียบไม้ การฟังเทศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศน์มหาชาติ ที่ว่ากันว่า ใครฟังครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ จะได้อานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ตลอดจนการช้อนปลาที่ทางวัดจัดเตรียมไว้เพื่อนำไปปล่อยในแม่น้ำ ที่สำคัญกิจกรรมการละเล่นภายในบริเวณวัดที่เป็นเป้าหมายสำคัญของเด็ก ๆ ซึ่งจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันพรุ่ง อันเป็นวันตักบาตรเทโวโรหณะ ที่มีขบวนเทวดา นางฟ้า และไฮไลท์คือ ชูชก กัณหา ชาลี จำได้ว่า ตอนเด็ก ๆ จะกลัวชูชกมาก ด้วยลีลาการฉุดกระชาก ลากถู ดุด่า และเฆี่ยนตีโอรส ธิดาของพระเวสสันดรไปตลอดทาง ข้างฝ่ายกัณหา ชาลี ก็ร้องห่มร้องไห้ สีหน้าท่าทางอันสมบทบาท ทำให้เด็กบางคนกลัวจนร้องไห้ ไม่กล้าเข้าใกล้
เสร็จจากงานบุญก็ถึงเวลาแห่งความรื่นรมย์ “เพลิดเพลิดเพลินเคยเดินด้วยกัน แทะไหมฝันดูรถไต่ถัง หยอกเย้าบนชิงช้าสวรรค์ ถ่ายรูปคู่กันกินขนมจีนข้างทาง เจาะรั้วปีนต้นไม้ แอบฟังลูกทุ่งวงดังดูหนังขายยา” เสียงเพลงงานวัด เพลงเก่า ๆ ของวงเพื่อน ดังขึ้นในมโนสำนึก กระตุ้นเตือนความทรงจำ เมื่อก่อนการได้เที่ยวงานวัดนับเป็นสวรรค์ชั้นเลิศสำหรับคนชนบท ได้กินขนมแบบพื้นบ้าน นั่งชิงช้าสวรรค์ชมวิว เชียร์ลูกพี่ลูกน้องประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง จุดยากันยุงปูเสื่อนั่งดูลิเก ดูหนังขายยา ที่เราต้องพกสตางค์ติดตัวไปสำหรับซื้อยาด้วย ไม่อย่างนั้นไม่ได้ดูหนังจนจบ ส่วนใหญ่เป็นหนังไทยและหนังจีนที่คนฉายพากย์กันสด ๆ เด็ดสุดก็คือ คนพากย์คนเดียว จะนางเอก พระเอก พ่อ แม่ คนแก่หรือเด็กก็มาจากคน ๆ เดียวนี่ล่ะ นอกจากนี้ยังมีรำวงย้อนยุค การแข่งขันกีฬาและการละเล่นอีกมากมาย วันเวลาผ่านไป งานวัดดูจะเป็นสิ่งล้าสมัย เมื่อความเจริญเข้ามาพร้อมเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย คนหันไปเห่อเหิมห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ผับ บาร์ เกมอิเล็กทรอนิกส์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ จนหลงลืมแก่นแท้ของตัวเอง...แต่สำหรับเรางานวัดยังเป็นสิ่งที่โหยหา แม้ว่ารูปแบบจะเปลี่ยนไปบ้างตามสมัยนิยม แต่ยังคงกลิ่นอายเดิม ลูก ๆ หลาน ๆ เร่งเร้าจะดูรำวงย้อนยุคและลิเก สลับกับหนังกลางแปลง พอเบื่อก็ไปเล่นม้าหมุน บ้านบอล ปาลูกโป่ง ยิงปืนชิงตุ๊กตา ระบายสีตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ และที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือการแข่งเรือ ณ ลำน้ำน่าน บริเวณหน้าวัดสะกัดน้ำมันนั่นเอง
ปกติเราจะเห็นการแข่งเรือที่มีฝีพายน้อยที่สุดประมาณ ๑๒ ฝีพาย ใหญ่สุดก็ ๕๕ ฝีพาย แต่ที่นี่เป็นการแข่งเรือ ๒ ฝีพาย ผู้เข้าร่วมแข่งขันก็เป็นหนุ่มฉกรรจ์ของแต่ละหมู่บ้านในตำบลท่าโพธิ์นั่นเอง เรือที่ใช้เป็นเรืออีโปงที่ชาวบ้านใช้ในการประกอบอาชีพหาปลาในแม่น้ำ โดยวิธีการลอยข่าย ซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสัน มีการจัดคิวออกเรือ แล้วนำปลาที่ได้มาขายกันในหมู่บ้าน แต่วันนี้กลางแม่น้ำไม่มีเรือลอยข่าวหาปลา มีแต่ท่วงท่าของเหล่าฝีพายหนุ่มที่จ้วงจ้ำนำเรือมุ่งเข้าสู่เส้นชัย โดยที่เรือเหล่านี้ยังคงสภาพเดิม ไม่ได้มีการตกแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างใด เสียงของฝีพายที่ส่งสัญญาณการจ้ำ ลีลาของกองเชียร์แต่ละหมู่บ้าน ผสานกับฝีปากของนักพากย์อันดุเด็ดเผ็ดมันเรียกเสียงหัวเราะเป็นระยะ ๆ เรือบางลำล่มจมน้ำตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ สร้างความสนุกสนาน ครื้นเครง บรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างก็สาละวนกับการลวก ตำ ทอด ปิ้ง ย่าง ฯ ช่างเป็นบรรยากาศแบบไทย ๆ อันรื่นเริงบันเทิงใจโดยแท้ การทำบุญ ไหว้พระ เที่ยวงานวัดในวันนี้ เราได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แววตาอันสดใสไร้สิ่งปนเปื้อน ได้ฟังวาจาที่ตรงไปตรงมา ปราศจากการเสแสร้ง ได้สัมผัสความสมัครสมาน สามัคคี จากการร่วมแรงร่วมใจของคนในหมู่บ้าน และสุดท้ายได้รับความสุข สนุกสนานอันสุดแสนประทับใจ ลองปลีกเวลาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หลบลี้ความสับสนวุ่นวาย ถอดหน้ากากและหัวโขน มาแสวงหาความสุขใสแบบไร้มลพิษ และเข้าถึงคำว่าวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง พรปวีณ์ ทองด้วง นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น